ทำคลิปวิดีโอยังไงจึงจะ “กระตุ้นให้คนลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ”? : กรณีศึกษาจาก WITNESS
ตั้งแต่ในยุคที่ยังไม่มี YouTube และการถ่ายคลิปยังไม่ได้ง่ายขนาดควักโทรศัพท์มือถือมากดปุ่มก็ถ่ายได้ ก็ยังมีคนบางคนเล็งเห็น “พลังของคลิปวิดีโอ” ในการช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมแล้ว

คนบางคนนั้นคือ แซม เกรกอรี ซึ่งหลังจากได้รับรู้เหตุการณ์ชายผิวดำนาม ร็อดนีย์ คิง ถูกตำรวจลอสแอนเจลิสรุมซ้อมอย่างโหดร้ายในปี 1991 (และมีคนใช้กล้องวิดีโอถ่ายไว้ได้พอดี คลิปนี้ถูกสำนักข่าวนำไปเผยแพร่จนกระตุ้นให้เกิดการประท้วงเรียกร้องสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา) เขาก็ตระหนักทันทีว่า “วิดีโอเป็นสื่อมีพลังมหาศาล ในการช่วยทำให้ประเด็นทางสังคมตกผลึกในรูปแบบที่คนวงกว้างสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นเยอะ”
และต่อมา เขาผู้นี้นี่แหละก็กลายเป็นโปรแกรมไดเร็กเตอร์ของ WITNESS องค์กรการกุศลซึ่งมีสโลแกนว่า “เห็นมัน ถ่ายมัน เปลี่ยนแปลงมัน” (See it. Film it. Change it.)
WITNESS ต้องการใช้วิดีโอและเทคโนโลยีออนไลน์ในการเปิดตาผู้คนให้รับรู้เรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยตอนก่อตั้งใหม่ๆ ในยุค 90 นั้น พวกเขาใช้วิธีจัดหาอุปกรณ์การถ่ายวิดีโอมาให้ทีมงานฝึกใช้ แต่เมื่อถึงยุคดิจิตอลที่กล้องหาง่ายใช้ง่าย พวกเขาก็เริ่มเจาะ “การใช้วิดีโออย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น” นั่นคือ ใช้มันสื่อสารกับกลุ่มผู้ชมที่เฉพาะเจาะจง
เอ๊ะ...หมายความว่าไง? แซมอธิบายว่า “เป้าหมายในการทำคลิปวิดีโอเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมนั้น ต้องไม่ใช่สื่อสารกับใครก็ได้ แต่มันต้องสื่อสารกับคนบางคนเป็นพิเศษและได้ผลในการโน้มน้าวใจเขา ทำให้เขาอายหรือได้คิด หรืออะไรก็ตามที่กระตุ้นให้เขาลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เราต้องทำคลิปที่ ‘พูดกับคนแต่ละคน’ ได้แบบเจาะจง ให้ตรงกับความต้องการหรือความสนใจของเขา ซึ่งมันจะโน้มน้าวเขาได้ดีกว่าคลิปที่พูดหว่านทุกคนไปทั่ว”
ตัวอย่างเช่น วิดีโอ 3 คลิปที่ทางกลุ่มทำร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศคองโก ประกอบด้วย 1. คลิปเพื่อสื่อสารกับเหล่าพ่อแม่ที่ลูกๆ อยากไปเข้ากองทัพ (โดยเล่าเรื่องของเด็กผู้ชายหลายๆ คนที่เคยเข้ากองทัพมาแล้วและเสียใจในการตัดสินใจของตัวเอง) 2. คลิปเพื่อสื่อสารกับนานาชาติ (เน้นเรื่องอาชญากรรมในคองโกซึ่งสื่อมวลชนไม่ค่อยรายงาน โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงต่อเพศหญิง) และ 3. คลิปว่าด้วยบทบาทของศาลโลกต่อการตัดสินคดีอาชญากรสงครามในคองโก (ชิ้นนี้สำหรับฉายในเมืองใหญ่) อันจะเห็นได้ว่า เนื้อหาของแต่ละชิ้นก็ต่างกันไปตามจุดประสงค์ในการใช้งานนั่นเอง
แซมสรุปด้วยว่า องค์กรไม่แสวงหากำไรทั่วโลกยามนี้ปรับตัวมาใช้ประโยชน์จากสื่อใหม่กันแพร่หลาย ก็เพราะโดยธรรมชาติแล้ว งานของพวกเขาต้องติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานอื่นหรือกับประชาชนทั่วไปตลอดเวลา สื่อใหม่จึงเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างตรงเป๊ะและมีประสิทธิภาพมากนั่นเอง
ใครสนใจลองเริ่มจากการคลิกดูคลิปชุด “ทำหนังยังไงให้เปลี่ยนโลก” นี้ที่ WITNESS ทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือสำหรับนักทำสื่อหน้าใหม่โดยเฉพาะ
หรือคลิกดู channel ของพวกเขาใน Youtube ซึ่งมีคลิปตัวอย่างน่าสนใจอีกเพียบ
บทความเกี่ยวข้อง :
เปลี่ยนโลกด้วยสื่อใหม่ ระดมเงินการกุศล 8 ล้านผ่าน Twitter












