"นำร่อง" อยากบอกให้โลกรู้ว่าอย่าทำหนังแค่เล่นๆ !
หลังจากได้ชมหนังสั้นที่ได้รับรางวัลจากโครงการ “เล่าเรื่องโกง” เป็นที่เรียบร้อย เราก็รีบติดตามทีมกำกับหน้าใหม่ทันที
โดยเริ่มจากรางวัลขวัญใจมหาชน เจ้าของเรื่อง “ชัดเจน” ในนามทีม “นำร่อง” จากมหาวิทยาลัยบูรพานั่นเอง
“มันเริ่มมาจากการเรียนในวิชาหนึ่งที่อาจารย์อยากให้ทำนิตยสาร ก็จับกลุ่มกันทำ แล้วมันต้องตั้งชื่อหนังสือ
ซึ่งก็คือหนังสือเล่มแรกที่พวกเราทำด้วยกัน ก็เลยมาคิดว่าอะไรที่เป็นเริ่มแรกได้บ้าง ปรากฏว่าก็ได้ชื่อนี้
แล้วเพื่อนๆ ก็ชอบกัน เลยใช้ชื่อนี้มาตลอดครับ”
แม้การบันทึกเสียงสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์จะสร้างความกังวลใจอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อบทสนทนาของสมาชิก
คนหนึ่งในทีมกล่าวถึงการเริ่มต้นของพวกเขาอย่างมีพลัง ความรู้สึกถูกรบกวนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ค่อยๆ จางหาย
กลายเป็นความสนใจที่มีต่อคนทำหนังกลุ่มนี้มากขึ้น
แนะนำตัว/ หน้าที่ในโปรดักชั่นกันก่อน
อิฐ: อณิวัฏ แผ่นดินทอง (โปรดิวซ์เซอร์กับกำกับและเขียนบท)
อั้ม: ฐิติพันธุ์ บำรุงวงศ์ (กำกับ เขียนบท ตัดต่อ)
หนึ่ง: สุกฤต ภูมิศรีจันทร์ (ตากล้อง)
ตั๊ก: ฉันทนา ทิพย์ประชาติ (ผู้จัดการกองถ่าย)
แนน: พีรดา พรหมสูงวงศ์ (กำกับศิลป์และเครื่องแต่งกาย)
เตย: ดลยา เรียบร้อย (ตัดต่อ ตากล้อง)
ตั้ม: ชัยวุฒิ ตัณฑศรีสุข (ผู้ช่วยผู้กำกับ ควบคุมเสียง)
เรียนที่ไหน คณะ/ สาขาอะไรกันบ้าง
อิฐ: พวกเราเรียนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขานิเเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยบูรพา
จะมีตั้มที่เรียนปี 1 ครับ
จุดเริ่มต้นในการทำหนังสั้นของแต่ละคน
และการมารวมตัวกัน
อิฐ: สำหรับผมมันเริ่มมาจากตอนปี 1 คือเคยทำหนัง คิดว่าจะส่งเข้าประกวดโครงการหนึ่ง
แต่เหมือนคนไม่มีประสบการณ์ มีการเตรียมตัวและการจัดการไม่ดี สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำ กลับมาทำอีกที
ตอนปีสองเทอมหนึ่ง ชื่อเรื่อง “ๆ” (ไม้ยมก) ซึ่งทำส่งอาจารย์ครับ
อั้ม: ของผมก็เหมือนอิฐครับ โตมาด้วยกัน ก็คือเริ่มจากเรื่องไม้ยมกเหมือนกันเลยครับ ก่อนหน้านี้ก็คิดจะทำครับ
แต่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ จนมาได้เรียน ได้เจอเพื่อนๆ ครับ
หนึ่ง: ผมชอบถ่ายภาพอยู่แล้วครับ แล้วพอมาเจอเพื่อนๆ ได้มาช่วยกันทำหนัง ผมก็เลยได้เป็นคนถ่าย
เพราะว่ามีกล้องเป็นของตัวเองด้วย
ตั๊ก: สำหรับหนูเริ่มจากการชอบดูหนังก่อนค่ะ ประมาณ ม.4 – 5 แต่เป็นหนังยาวนะ พอจบมัธยม
ก็มีโอกาสได้ดูหนังสั้น ก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี มีแนวคิดของหนัง แล้วก็ใช้เวลาในการดูไม่นาน เราติดตามแล้วก็เริ่มค้นหา
ว่าหนังเรื่องนี้ใครเป็นคนทำ จากนั้นก็ได้มารู้จักกับเพื่อนๆ กลุ่มนำร่องในวิชาสุนทรียศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นอาจารย์ให้ทำหนังส่ง
แต่หนูไม่ได้ทำกับพวกเขาเพราะว่าเรียนคนละกลุ่มกัน พองานชิ้นนี้เสร็จ หนังได้ฉาย เรื่องไม้ยมกก็ได้ที่หนึ่ง
(มีการจัดประกวดในรายวิชาด้วย) เราในฐานะคนดูคนหนึ่งรู้สึกว่าหนังเขาน่ารักดี เลยอยากรู้จักคนทำหนังเรื่องนี้
บังเอิญว่าไปเจอแฟนเพจในเฟสบุ๊กพอดีก็เข้าไปกดไลค์และคุยเรื่องหนังกับเขา จากวันนั้นก็สนิทกันมากขึ้น
แล้วในที่สุดก็ได้มาทำงานด้วยกัน ซึ่งโดยหน้าที่ของหนูแล้วก็จะดูงานในภาพรวมทั้งหมด แต่จริงๆ ก็ช่วยกันทำค่ะ
เตย: จุดเริ่มต้นก็เหมือนๆ เพื่อนเลยค่ะ แต่ที่ได้มาทำกันจริงจังก็คือโครงการประกวดหนังสั้นพุทธลีลา จากนั้น
ก็มาทำโครงการเล่าเรื่องโกง จริงๆ ที่ได้เข้ามาร่วมงานกับทีมนำร่องเพราะเราชอบตัดต่อ แล้วเราก็มีอุปกรณ์ที่จะมาช่วยเสริม
ให้การทำงานของทีมสมบูรณ์ขึ้นด้วย
แนน: ของแนนคล้ายๆ ตั๊กค่ะ คือเริ่มจากชอบดูหนังก่อน แล้วก็อยากทำ แต่เนื่องจากเราไม่มีอุปกรณ์ก็เลยได้แค่ดู
อย่างเดียว จนกระทั่งเข้ามาเรียนที่นี่ เราก็เห็นว่าจะมีโครงการสนับสนุนการทำหนังสั้นที่ให้ทุนในการผลิตหนัง แล้วตั๊ก
ก็ชวนเข้ามาทำกับกลุ่มนำร่องค่ะ
ถามถึงแนวคิดเรื่องการทำหนังสั้นเรื่อง “ชัดเจน”
อิฐ:จริงๆ ไอเดียมันไม่มีอะไรมากเลยครับ เหมือนพอเราเห็นโจทย์ เราก็จับความรู้สึกแรกมาเขียนบทเลย คือถ้าพูดถึงคำว่า "โกง" ผมก็นึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบหนังสั้นเรื่อง “ชัดเจน” เป็นอันดับแรกเลย
หนังสั้นเรื่อง "ชัดเจน"
อิฐ: พวกเรารู้สึกดีใจนะครับที่ได้โล่มา มันเป็นโล่รางวัลอันแรกของการทำงานเลย แต่ก็จะมีอีกโครงการหนึ่งที่พวกผมทำ
ก็คือหนังสั้นพุทธลีลา ซึ่งอันนี้จะดูค่อนข้างจริงจังกว่า อาจจะด้วยช่วงเวลาในการเวิร์คชอปที่ยาวนานกว่าเล่าเรื่องโกงด้วย เพราะใช้เวลาในการทำงานทั้งหมดต่อเนื่องหกเดือนเต็ม เดี๋ยวคุยกับผู้กำกับอั้มนะครับ
อั้ม: คือมันเป็นหนังธรรมะนะครับ ชื่อเรื่องว่า หลับตาตื่น จริงๆ เข้าใจว่าธรรมะเป็นเรื่องลึกซึ้งครับ แต่ผมก็รู้สึกว่าหนัง
ของเราอาจจะต้องตีความเยอะไป เป็นปริศนาธรรมเกินไปด้วย ทำให้คนดูเงียบ นั่นอาจจะเป็นจุดที่เราต้องเก็บมาคิด
และปรับปรุงงานชิ้นต่อๆ ไป
จุดเด่นของหนังที่สร้างสรรค์โดย “นำร่อง”
อั้ม: ส่วนใหญ่ผมก็จะทำหนังภายใต้โจทย์ครับ เพราะเหมือนเรายังมือใหม่ แต่เราก็ไม่ทิ้งความคิดของตัวเอง จริงๆ ผม
ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ครับว่างานของตัวเองเป็นแนวไหน แต่ก็เคยได้ยินคนดูพูดถึงว่าหนังของนำร่อง จะมีสไตล์การเล่าเรื่อง
แปลกดี ทำนองนั้นครับ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำ/ สถานที่/ ทุน/ นักแสดง
อิฐ: ส่วนใหญ่ใช้ Canon 60Dครับ แต่ก็มีบ้างที่จะใช้กล้องสองตัว ก็ยืมเพื่อนมาอีกที สถานที่ถ่ายทำก็ถ่ายใกล้ๆ
มหาวิทยาลัยนั่นแหละครับ เพราะส่วนใหญ่เราเน้นเนื้อหาที่จะสื่อสารมากกว่าการใช้สถานที่เล่าเรื่อง สถานที่ก็เลยไม่ค่อย
มีความจำเป็น นักแสดงในเรื่องก็จะเป็นเพื่อน พี่ๆ น้องๆ อย่างในเรื่องชัดเจนเราก็จะให้ป้าขายของชำมาช่วยแสดง ซึ่งอันนี้
มันก็สอดคล้องกับเงินทุนที่ใช้ด้วย แต่อย่างหนังที่ส่งบทเข้าประกวดแล้วเขาให้ทุนมาสร้าง มันก็มีความกดดันไปอีกแบบ
เพราะบางทีเวลาก็น้อย ประสบการณ์ก็ยังมีไม่มาก เวลากำกับก็เครียดบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดครับ
หนัง/ ผู้กำกับ/ เพลงที่ชอบ
สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่องานหนังสั้นของเรามากแค่ไหน
อิฐ: ผมชอบ Suck Seed ครับเพราะผมก็ห่วยเหมือนพระเอกในเรื่องแต่สิ่งที่ดีที่ผมเหมือนก็คือ ผมก็มีความฝันอยาก
ประสบความสำเร็จเหมือนกันส่วนผู้กำกับ ผมชอบพี่บอลวิทยา ทองอยู่ยงครับ เพราะผมเคยเล่นหนังให้เขาตอนผมเด็กๆ
อั้ม:สำหรับผมนะครับ ผมชอบทุกอย่าง ทุกอย่างเป็นแรงบันดาลใจ บางทีเราก็หาสิ่งที่เราตามหาจากหนังห่วยๆ เพลงแย่ๆ
ได้เหมือนกันครับ
ปัญหาที่พบบ่อยในการทำหนัง
อิฐ: คืออาจจะต้องตัดเรื่องโปรดักชั่นไปก่อนเลยครับ เพราะว่าหนังสั้นทั่วไปก็อาจจะเน้นการถ่ายทำด้วยต้นทุนต่ำ แต่
ของเรานี่ใช้ต้นทุนต๊ำต่ำ (หัวเราะ) เราไม่ได้เรียนเรื่องโปรดักชั่น การเตรียมการก่อนถ่ายทำก็จะไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะ
เราเรียนคนละเอก เวลาไม่ค่อยตรงกัน พอถึงเวลาก็อาจจะต้องถ่ายเลย ที่สำคัญคือเราไม่มีอุปกรณ์สำหรับที่จะใช้ในการ
ทำงานและเรียนรู้งานอย่างต่อเนื่องใช้กันเท่าที่มีซึ่งก็คือน้อยมาก อุปกรณ์บางอย่าง เช่น รางดอลลี่ เราก็ใช้มอเตอร์ไซค์ (หัวเราะ) คือต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวเยอะเหมือนกันในการดอลลี่ให้เนียน แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีอุปกรณ์เพิ่มเข้ามาบ้าง
อย่างเช่นเครื่องบันทึกเสียง ไฟสนาม
ตอนนี้กำลังทำผลงานชิ้นอื่นๆ อยู่บ้างหรือเปล่า
อิฐ.ตอนนี้ก็มีครับ มีส่งเรื่องไปที่ โครงการ 108 เรื่องราวยุติธรรม ตอนนี้อยู่ในช่วงของการส่งทรีทเม้นท์ คือถ้าผ่านก็
ได้ทำหนังครับ ซึ่งอันนี้แบ่งส่งเป็นสองทีมครับ มีโครงการรักษ์โลก...ก่อนที่โลกจะหมดรักเรา แล้วก็มีอีกโครงการหนึ่ง
ที่ส่งไปด้วยคือ โกงซักนิด...ก็ผิดนะ จริงๆ ของการรถไฟพวกผมก็ส่งนะครับ แต่ไม่เข้ารอบ(ฮา)
คิดยังไงกับหนังสั้นทุกวันนี้
หนึ่ง: ปัจจุบันเทคโนโลยีมันเยอะมากครับ ใครๆ ก็ถ่ายหนังได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือคุณภาพที่อยู่ในตัวบทหรือเนื้อหา
ว่าคนทำจะถ่ายทอดได้ดีขนาดไหน ให้อะไรกับคนดูมากน้อยขนาดไหน
อิฐ: ผมว่าวงการนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง ให้โอกาสกับทุกคนได้แสดงความสามารถจริงๆ อย่างเรื่องของพวกเรา
ที่ได้รางวัล ผมว่าตัวบทในรอบคัดเลือก 99 เรื่อง อาจจะมีบางเรื่องที่ดีกว่าของเรา แต่ไม่เข้ารอบ มันไม่ได้แปลว่าพวกผมเก่ง แต่ว่าเราส่งผลงานเข้าไปตลอด มันเป็นเรื่องของจังหวะด้วยครับ ซึ่งผมอยากเชิญชวนให้คนที่คิดจะ
ทำหนังสั้น หรือทุกวันนี้ทำเล่นๆ ก็ให้ลองส่งเข้าประกวดกันดูครับ แล้วมันก็จะทำให้รู้ครับว่าคุณอยากทำอะไร
เตย: เดี๋ยวนี้มีโครงการให้ส่งเข้าประกวดเยอะ คนทำหนังมือใหม่อย่างเราก็ถือว่าได้โอกาสค้นคว้าขวนขวายมากขึ้นด้วย
โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับหนังอย่างเราโดยตรง ก็จะมีแรงกระตุ้นให้เราศึกษาวิธีการทำงานมากขึ้นด้วยค่ะ
ตั๊ก:รู้สึกดีนะคะ ที่มีพื้นที่ให้เราแสดงความคิด ความสามารถ แสดงผลงาน จริงๆ ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าคนทำหนังสั้นเยอะจัง
แต่พอได้เข้ามาสัมผัสจริงๆ แล้วก็รู้เลยว่ามันไม่ได้เยอะอย่างที่คิด คนทำก็คือคนดูนั่นแหละ อารมณ์ทำเองดูเองมากกว่า
คือพื้นที่คนดูยังว่างเยอะอยู่ จริงๆ ในความรู้สึกคิดว่ามันน่าจะไปได้กว้างกว่านี้ ไกลกว่านี้สำหรับประเทศนี้ เราน่าจะเสพ
สื่ออื่นกันบ้าง นอกจากละครทีวี มาดูหนังสั้น ดูหนังแปลกๆ กันบ้าง ซึ่งในฐานะคนทำก็รู้สึกว่าหน้าที่ของเราคือวิธีการ
นำเสนอ ที่จะทำให้คนหันมาสนใจหนังสั้น คือก็ต้องหาทางช่วยกันผลักดันหนังสั้นไปอยู่ในสื่อกระแสหลักให้ได้ เพราะถ้า
หนังสั้นยังวนเวียนอยู่ในยูทูป คนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคอมพิวเตอร์ก็อาจจะหมดสิทธิ์ดู ทั้งที่ความจริงแล้วเนื้อหานั้น
อาจจะต้องการสื่อสารถึงพวกเขาโดยตรงก็ได้ หนังสั้นก็เหมือนการอ่านหนังสือค่ะ ดูจบเรื่องหนึ่งก็เหมือนอ่านหนังสือจบ
หนึ่งเล่มเล็กๆ แบบที่มีการสรุปเป็นองค์ความรู้มาให้แล้ว
อั้ม: ผมคิดว่าดีมากๆ ที่ใครๆ ก็สามารถจะมาทำหนังสั้นได้ เพราะทำให้เด็กสมัยนี้ได้ลองผิดลองถูก ได้ทำอะไรที่
แปลกใหม่ ช่วยให้เด็กค้นพบตัวเองเร็วขึ้น คือมันเป็นทางเลือกที่จะทำให้เขารู้ว่าตัวเองชอบทำแบบนี้หรือเปล่า
แนน: ด้วยความที่หนูเป็นคนต่างจังหวัด ก็รู้สึกว่าสื่อหนังสั้นยังจำกัดพื้นที่อยู่ในเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลค่ะ
อย่างการจัดกิจกรรมหรือเวิร์คชอปหนังสั้นต่างๆ ก็ยังไปไม่ถึงพื้นที่รอบนอก จริงๆ การมีโครงการประกวดก็ทำให้คนทั่วไปสามารถส่งงานเข้ามาประกวดได้ แต่ด้วยความรู้พื้นฐานในการทำงานอาจจะยังไม่เพียงพอ ทำให้ไม่เข้าตากรรมการ คือถ้ากิจกรรมที่ให้ความรู้ได้ขยายออกไปกว้างกว่านี้ ก็จะน่าดีใจค่ะ คืออย่างตอนนี้ที่คณะก็กำลังจัดตั้งชมรมภาพยนตร์ค่ะ
พวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยทำงาน อย่างน้อยเราก็จะได้ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาจากการไปเวิร์คชอปให้กับ
เพื่อนๆ น้องๆ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมค่ะ
เป้าหมายการทำงานในอนาคต
อั้ม: ผมก็คงทำหนังต่อไปเรื่อยๆ ครับ ตอนนี้ยังมีแรง ยังเป็นวัยรุ่น ยังคึกคะนองครับ (หัวเราะ) เดี๋ยวแก่ไปไม่มีแรงทำครับ
คือตอนนี้ก็คงส่งเข้าประกวดไปเท่าที่จะสามารถทำได้ เพราะผมคิดว่ามันคือการหาประสบการณ์ ได้รู้ ได้เจออะไรที่ไม่เจอ สะสมทักษะไว้ในกล่องความคิดของเราก่อน วันหนึ่งก็คงจะทำหนังที่เป็นสไตล์ของตัวเองจริงๆ คืออย่างหนังที่ทำๆ มา
ก็ผ่านตานักวิจารณ์มาบ้างแล้วนะครับ
ตั๊ก: ใช่ค่ะๆคือหนังเรื่องนั้นได้เกรดประมาณ A-/B+ รู้สึกดีใจมากเลย แต่ต่อให้ได้ F ก็น่าจะยังดีใจอยู่ เพราะเหมือนหนัง
มันถึงคนดูแล้วจริงๆ ซึ่งคำวิจารณ์นั้นมันก็ทำให้เรารู้จุดเด่นจุดด้อย และพัฒนางานชิ้นต่อๆ ไปให้ดีขึ้น
อิฐ: ผมไม่หวังว่าจะต้องมีคนมาชมว่าหนังของพวกเราดี ขอแค่ให้มีคนเข้าไปดูหนังที่ผมทำ ต่อให้เขาจะด่า ผมก็มีความสุขครับ แผนการในอนาคตก็คงจะทำต่อไปเรื่อยๆ เท่าที่มีแรงครับ
ฝากอะไรถึงคนที่คิดกำลังจะทำหนังสั้น
ตั๊ก: ขออ้างคำพูดของพี่ย้ง ทรงยศ (ผู้กำกับจีทีเอช) ที่พี่เขาเคยพูดไว้ในเทศกาลหนังสั้นกางจอที่จัดโดยนิสิตจุฬาฯ
แล้วกันนะคะ พี่เขาบอกว่า การได้ทำในสิ่งที่อยากทำ มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ เช่นถ้าเด็กอยากทำหนัง ก็ต้องให้เขาลอง
มาทำหนัง ถ้าทำแล้วไม่ชอบมันก็จะหายไปเอง แต่ถ้าเกิดใครที่ได้ทำแล้ว ก็ยังทำอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละ เป็นการพิสูจน์ว่า
เขาชอบและอยากจะทำมันจริงๆ
อิฐ: ผมขอปิดท้ายสั้นๆ เลยนะครับ คนทำหนังสั้นไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องฉลาด ขอแค่ขยัน บ้า และกล้าทำครับ
ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องฉลาดขอแค่ขยัน บ้า และกล้าทำ เท่านั้นจริงๆ.
ไม้ยมก
The third of apple
ผลงาน/ ปีที่ทำ/ โครงการที่เข้าร่วม
- ไม้ยมก/ วิชาสุนทรียศาสตร์/ กันยายน 2554/อันดับ 1 ในชั้นปีของนิเทศฯ และรางวัลป๊อปปูลาร์โหวต
- Chill น้อย/ กันยายน 2554
- The third of apple และ เพราะ/ กุมภาพันธ์ 2555/ ภาพยนตร์ชนใจ ครั้งที่ 9 หัวข้อก้าวแรก/
รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
- ชัดเจน/ เมษายน 2555/ โครงการเล่าเรื่องโกงของ สสส./ รางวัลขวัญใจมหาชน
- หลับตาตื่น/ โครงการพุทธลีลาปัญญานานาชาติ /มิถุนายน 2555
- Tour video และ รถไฟ...การเดินทางอันแสนพิเศษ/ ในความผูกพันของฉันกับรถไฟไทย
ติดตามการทำงานของ "นำร่อง" ผ่านทาง




