‘เนิร์ดสัตว์’ โปรเจ็คต์ดีๆ ของน้องๆ CommDe

พูดคุยถึงแนวคิด และทำความรู้จักกับหลักสูตรนี้ให้มากขึ้น

               ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 16  (Book Expo Thailand 2011) เมื่อวันที่ 5-16 ตุลาคมที่ผ่านมาศูนย์การประชุมแห่งชาติศิริกิติ์ ถ้าใครได้ผ่านเข้าไปในโซน C ด้านหน้าทางเข้าประตูใหญ่ ที่บูธ X 08 น่าจะสะดุดตากับเจ้า ‘นางสือ’ ปลาหมึกยักษ์หลายตา กำลังยืนถือป้ายคำว่า CommDe หลายคนเข้าไปถ่ายรูป, ลูบคลำ จนถึงเดินเข้าไปดูผลงานด้านใน
 
               แต่หลายคนคงไม่รู้ว่า นี่คือส่วนหนึ่งของผลงานการสร้างสรรค์ของนักศึกษาหลักสูตรนานาชาติ Communication Design หรือ ออกแบบการสื่อสาร จากภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษามาได้ 3 ปีเท่านั้น

              เราได้นั่งคุยกับน้องๆ ชั้นปี 2 ตัวแทนจากหลักสูตร CommDe ที่งานสัปดาห์หนังสือฯ ถึงที่มาที่ไปของโปรเจ็คต์งานชิ้นนี้ และทำความรู้จักกับคณะนี้ไปพร้อมๆ กัน
 
 
 
CommDe คืออะไร ?
 
               ชื่อเต็มๆ คือ Communication Design การออกแบบการสื่อสาร เป็นหลักสูตรใหม่ที่เพิ่งเปิดมาได้ 3 ปี ที่จุฬาฯ เป็นหลักสูตรนานาชาติ เราจะเรียนครอบคลุมทุกประเภทเกี่ยวกับสื่อต่างๆ ตั้งแต่ illustration, Visual, Sound, Installation, Photograph, Typography ด้วยความที่ในยุคนี้ มีเดียมันเปลี่ยนไปหลายรูปแบบ หลักสูตรเราเรียนไปเพื่อปรับตัวให้เข้ากับทุกสื่อในปัจจุบัน
 
               เป็นหลักสูตรที่เรียนแล้วกว้างเป็นและทำได้ทุกอย่าง ตอนปี 1 เราเรียนเกี่ยวกับการเลือกใช้ material ต่างๆ เราได้รู้วิธีคิด (Thinking Process) อย่างเช่น อาจารย์ให้โจทย์เกี่ยวกับกระดาษมา เราต้องเอามาปรับเปลี่ยน เรียนรู้ ออกแบบกันมากมาย รูปแบบการเรียนเน้นให้เราศึกษาด้วยตัวเอง ไม่ป้อนอะไรมาก แค่ให้ดูตัวอย่างงาน แล้วลองเอาไปทำ ถ้าไม่ดีก็เอาไปปรับเปลี่ยน เราทำงานกระดาษกันอยู่ครึ่งเทอม เพื่อเรียนรู้ว่ามันสามารถเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง (หัวเราะ) รวมถึงอย่างอื่น เช่น เซรามิกกับไม้ด้วย เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้มีเดียให้ถูกต้องกับสิ่งที่เราจะสื่ออกไป มันเป็นการผสมหลายความรู้เข้าด้วยกัน ทุกอย่างเป็นงานดีไซน์หมด เราต้องรู้เรื่องการเมือง ปรัชญา และความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสังคม และสิ่งเหล่านั้นจะออกมากับผลงานของเรา มันสามารถเปิดโอกาสให้เราทำอะไรก็ได้ เราไม่ได้เรียนเป็น อาร์ทติส แต่เรียนเป็น ดีไซน์เนอร์ มากกว่า
 
 
ที่มาที่ไปของโปรเจ็คต์ ‘เนิร์ดสัตว์’
 
                งานนี้เริ่มมาจาก อาจารย์ที่หลักสูตรนี้ ได้พื้นที่แสดงงานในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้มา ก็เลยอยากให้นักศึกษาได้ลองเอาความรู้ที่เรียนมาไปใช้ ถือเป็นการแสดงงานครั้งแรกของนักศึกษาทั้ง 3 ชั้นปี จริงๆ แล้วงานนี้เป็นโปรเจ็คต์นอกวิชาเรียน แต่หลังๆ มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิชา Material and Process ไป
 
              ด้วยความที่มันเป็นงานสัปดาห์หนังสือ เราเลยคิดไปถึงสัมผัสของกระดาษ และพยายามหาคอนเซ็ปต์ที่สามารถรวมกันได้ เพราะกระดาษมีการสัมผัส เป็นการรับรู้ที่ไม่เหมือนกับการอ่านในคอมพิวเตอร์ เลยมีการประชุมกันทั้ง 3 ชั้นปีเพื่อแบ่งงานกัน ด้วยความที่ พี่ปี 3 ตอนนี้กำลังเรียนเกี่ยวกับ ซาวด์ดีไซน์ ก็จะทำงานเกี่ยวกับตรงนั้นออกมาเป็นนิทาน 3 เรื่อง ส่วนปี 2 กำลังเรียนเกี่ยวกับด้านวิชวล ก็จะรับผิดชอบดูแลตรงพื้นที่การตกแต่งพื้นที่ด้านนอก สำหรับน้องปี 1 ก็ทำโรบอทหุ่นยนต์สัตว์ต่างๆ เพราะกำลังเรียนเกี่ยวกับการใช้งาน material พอเอามารวมกันก็ออกมาเป็นตัวงานโปรเจ็คต์นี้ เราใช้เวลาทำงานคิด ปรึกษา วางแผนกันเป็นเดือน แต่ลงมือทำจริงๆ ภายใน 1 สัปดาห์แทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ใช้เวลาช่วงเลิกเรียนกับในวิชาเรียน จนถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็มานั่งทำด้วยกันใต้ตึกคณะ ใช้เวลาติดตั้งในงานไม่กี่วัน
 
 
 
 
อธิบายคอนเซ็ปต์งานของแต่ละชั้นปี ในโปรเจ็คต์นี้
 
                ตรงพื้นที่ด้านนอกและการตกแต่งโดยรวมๆ เป็นหน้าที่การรับผิดชอบของปี 2 คือเราต้องการทำผนังที่สื่อถึงสัมผัสทั้ง 5 ด้วยความที่เป็นกระดาษ เราเลยมาชนกับงาน Illustration ออกมาเป็นการตกแต่งตัวงานที่ทำจากกระดาษ ผนังด้านนอกเป็นเหมือนขบวนพาเหรดของสัตว์ต่างๆ ที่จะเดินเข้ามาดูงานส่วนด้านใน เป็นขบวนแห่ ‘นางสือ’ (ปลาหมึกตัวใหญ่ที่อยู่ด้านนอก ยืนถือป้ายชื่อคณะ) ที่เราให้ชื่อโปรเจ็คต์นี้ว่า ‘เนิร์ดสัตว์’ หรือ ‘Nerdy species’ ก็เพราะสัตว์ทุกตัวที่อยู่บนผนังเตรงนี้ สร้างมาจากหนังสือเก่า

                 คือพวกมันอ่านหนังสือจนซึมซับเข้าไปในร่างกายจนร่างกายกลายเป็นหนังสือไปหมด ส่วนมากหน้าตาก็จะดูเนิร์ดๆ คือเราอยากชวนเชิญให้คนมาอ่านหนังสือกัน เพราะขนาดสัตว์ยังอ่านหนังสือกันเลย ความหมายและที่มาของมันก็ประมาณนี้
ด้านในเป็นผลงานของชั้นปี 3 ที่เอานิทานเก่ามาเล่าใหม่ ได้แก่เรื่อง ราชสีห์กับหนู, หมากับเงา และ เด็กเลี้ยงแกะ โดยยังใช้วิธีเล่าแบบดั้งเดิม เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนภาพและมุมมอง เสริมประเด็นของเรื่องเข้าไปให้เข้ากับยุคสมัย สะท้อนสังคมไปด้วย แล้วฉายไปยังผนังที่มีการตกแต่งแทนพื้นที่ในนิทาน ความยาวเรื่องละประมาณ 2 นาที แบ่งเป็น 3 เรื่อง 3 จอ ฉายวนไปเรื่อยๆ

                อย่างในเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ มีการปรับรูปแบบเป็น เด็กเลี้ยงแกะในเมือง, ราชสีกับหนู ก็เปรียบเทียบเป็นเรื่องของคนชั้นสูงกับคนชั้นล่าง ส่วน หมากับเงา ก็ใช้แทนพวกคนโลภ ขี้ขโมยในยุคปัจจุบัน งานออกติดกลิ่นอินดัสเทรียลนิดๆ
 
 
 
 
พูดถึงตัวงานโดยรวม กับผลตอบรับจากโปรเจ็คต์นี้
 
                   ตัวงานทั้งหมดมันจะลิ๊งค์กันทั้งด้านในและด้านนอก ภายใต้ชุดความคิดที่เราอยากเชิญชวนคนให้อ่านหนังสือกันมากขึ้น ผนังด้านนอกเป็นเหมือนเวลาที่เราเห็นหน้าปกโดยยังไม่มีการอ่านหนังสือ มันต้องน่าสนใจ และเชิญชวน พอได้เข้ามาข้างใน ก็เหมือนเราเปิดหนังสืออ่าน บางทีเวลาอ่านหนังสือ เราก็จะจินตนาการเห็นภาพ บางทีก็มีเสียงในหัว เราก็แค่ทำให้สิ่งเหล่านั้น ออกมาสัมผัส มองเห็นและได้ยินได้ เพื่อตอบโจทย์
 
                  จัดงานมาหลายวัน ก็ถือว่ามีเสียงตอบรับดี มีคนเข้ามาถ่ายรูปด้วยเยอะ ได้ออกสะเก็ดข่าวด้วย (หัวเราะ) คือเขามาถ่ายผนังด้านนอก ที่มีนกนมโตๆ เกาะอยู่ เราเรียกมันว่า ‘นกน้องจ้ะ’ มีเด็กมาลูบๆ คลำๆ เลยได้ออกทีวีส่วนด้านในก็มีเด็กเข้ามานั่งดู มีเด็กจากเตรียมอุดมมาชมว่า “คูลมากพี่” (แอบขำ) เราได้ฟีดแบ็คที่ดีในแง่ของการใช้ Material แปลกๆ และน่าสนใจ
 
                ถ้าสังเกตดีๆ ผนังเหล่านั้นมันจะแฝงด้วยมุกเล็กๆ ที่เวลาคนหยุดอ่านและทำความเข้าใจ จะแอบยิ้มได้  ถ้ามองใหญ่ๆ ก็จะเห็นถึงความแปลก ถ้ามองใกล้ๆ จะเห็นอะไรแฝงอยู่ หนังสือที่สัตว์แต่ละตัวอ่าน ก็ผ่านการวางคาแรคเตอร์ของเรามาแล้วทั้งนั้น อย่างเช่น นกน้องจ๊ะ, ลิงระเบียบรัต, เชฟหมี, แมวแม้ว ส่วนฝูงผึ้งก็เป็นตัวแทนคนที่มาดูงานทุกคน ที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกหนังสือ เป็นลูกเล่นที่ใส่เข้าไปให้งานน่าสนใจมากขึ้น
 
 
ได้อะไรจากทำโปรเจ็คต์นี้บ้าง
 
                 เราได้ทำงานที่ไม่ใช่แค่ส่งอาจารย์ เราได้ทำงานที่จะต้องแสดงสู่สายตาคนหมู่มากจริงๆ งานแบบนี้ ไม่ได้มีโอกาสทำบ่อยๆ เป็นงานแรกที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เราทำเพื่อคณะ ทำให้คนข้างนอกได้ดู ต้องคิดให้เยอะ ต้องมีการประสานงาน เป็นเรื่องของทีมเวิร์ค ต้องช่วยกันทำ ต้องวางแผนดีๆ และช่วยกันแก้ไขปัญหา การทำอะไรแบบนี้ มันก็เป็นการเรียนรู้นอกห้องอีกทางหนึ่งด้วย เรายังได้เห็นจุดที่ควรแก้ไขในงานของเราอีกเยอะเลย

 

 
รู้จักกับหลักสูตร CommDe เพิ่มเติมกันได้ที่
http://www.commde.com/
http://www.flickr.com/photos/cucommde
 
 
งานแฟชั่นโชว์ จากหลักสูตร CommDe